หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เขตต์ ฐานทัพ พร้อมภรรยา แนท ทักษญา ถูกเพจต่างๆ นำอักษรย่อไปโยงประเด็นอมเงินอาร์ตทอย ล่าสุด เขตต์ และแนท ภรรยา พร้อมด้วยทนายความ ได้ตั้งโต๊ะเคลียร์ประเด็นดังกล่าว ปมข้อพิพาทธุรกิจลิขสิทธิ์สินค้าซีเกมส์ ยืนยันไม่ได้มีการบิดเงินหรือค้างชำระตามที่ถูกกล่าวหา และยังบอกอีกว่า ได้มีบุคคลอ้างตัวเป็นนายหน้าใช้วิธีข่มขู่ ปล่อยข้อมูลจนกระทบชื่อเสียงที่สั่งสมมานาน
แนท : “คือบริษัทของเราได้รับมอบหมายให้ดูแลในเรื่องของสิทธิของการใช้ตราสัญลักษณ์ของมหกรรมซีเกมส์ ในการทำ Merchandise เท่านั้น ก็คือเฉพาะสินค้าที่วางขาย ที่เราเห็นกันที่ผ่านมา และก็มีผู้ผลิตหลายเจ้า เราเป็นผู้บริหารจัดการและจัดจำหน่าย แล้วก็ควบคุมให้อยู่ในกฎระเบียบทั้งหมด
ซึ่งต้องเรียนอย่างนี้ว่าทุกเจ้า หลังจากจบงานได้มีการเคลียร์ในเรื่องของยอดขาย เรื่องของสต็อกสินค้า ตรวจสอบกันแล้วเรียบร้อยดีทั้งหมด มีที่ติดปัญหาอยู่หนึ่งเจ้าที่เป็นข่าวนี่แหละ ซึ่งขออนุญาตเรียกว่าเป็นบริษัทอาร์ตทอยแล้วกัน
วิธีการที่จะเอาตราสัญลักษณ์นี้ไปใช้ในการทำ Merchandise ไม่ใช่การจ้างผลิต เป็นการที่ผู้ผลิตท่านใดที่มีความสนใจเราเปิดกว้างมากๆ ก็สามารถทำเรื่องมาขออนุญาต แล้วก็นำเสนอรูปแบบ ถ้าได้รับการอนุมัติ ซึ่งไม่ใช่จากทางนี้ ต้องได้รับอนุมัติจากทางคณะกรรมการ ถ้าได้รับการอนุมัติในเรื่องของรูปแบบ คุณภาพและราคา ซึ่งผู้ผลิตทั้งหมดจะเป็นผู้ที่ยื่นขออนุญาตมาเอง ในส่วนของบริษัทอาร์ตทอยที่มีปัญหา ได้ทำการขออนุญาตในการผลิตมาทั้งหมด 20,000 ชิ้น
ก่อนที่จะเกิดปัญหาขอเล่าก่อนว่าในการที่จะขอตราสัญลักษณ์ไปใช้ ในธุรกิจนี้มันมีอยู่สองแบบ แบบแรกคุณชำระค่าใช้ตราสัญลักษณ์เลยครั้งเดียวตอนขออนุญาต และดำเนินการผลิตตามจำนวนทุกอย่าง กับแบบที่สอง คือแบ่งยอดรายได้กัน คือเราตกลงกันที่แบบที่สอง ก็คือเป็นการแบ่งกัน โดยที่ไม่ได้มีปัญหาตรงนั้น ในการที่จะเอาไปใช้เราจะมีข้อกำหนดต้องผลิตตามจำนวนที่ตกลงกันไว้เท่านั้น ไม่อนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ในลักษณะอื่นใด ไม่อนุญาตให้ไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นใดนอกจากจำหน่ายในสินค้า Merchandise เท่านั้น และไม่ให้มีการสต็อกสินค้า
สิ่งที่มันเป็นปัญหาเกิดขึ้นคือหลังจากเสร็จทั้งหมดแล้วเรียบร้อย ปัญหามาเกิดขึ้นพอมีการตรวจยอดขายปัญหามันมาเกิด พอมีการตรวจเช็คยอดขายทั้งหมด นับสต็อก สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรามาค้นพบในภายหลังว่าจาก 20,000 ชิ้น สุดท้ายมีการนำเข้ามาแค่ 6,000 ชิ้น โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งหรือขออนุญาตล่วงหน้า จุดที่หนึ่งที่เป็นปัญหา
ส่วนจุดที่สอง พอไปตรวจนับสต็อกสิ่งที่เราพบ มันหายไป 1,530 ชิ้น จาก 6,000 ชิ้นนะ ไม่ใช่จาก 20,000 ชิ้น เท่ากับว่าตกลงกัน 20,000 มาจริง 6,000 และหายไปจากสต็อกอีก 1,530 ชิ้น คำถามคือมันหายไปได้อย่างไร ก็ได้รับการชี้แจงว่าเอาไปแจก ซึ่งเป็นการแจกที่ไม่ได้ขออนุญาตและไม่มีสิทธิดำเนินการ ต้องเรียนแจ้งแบบนี้
ต้องเรียนว่าสินค้าทั้งหมด รายได้ที่เราได้มาทั้งหมด มันเป็นการนำส่งคณะกรรมการสิทธิประโยชน์ และมีในส่วนของค่าดำเนินการด้วย มีสองส่วน ปัญหาที่มันเกิดขึ้นที่เห็นเป็นประเด็นกันอยู่ มันอยู่ที่ 1,530 ชิ้น ที่หายไปค่ะ พอหลังจากสรุปจบ ทางทีมเองได้มีการสรุปตัวเลขไปให้ 1,530 นี้ เราก็ไม่สามารถยอมได้ ก็ต้องคิดค่าส่วนแบ่งรายได้ตามปกติ ปัญหามันคือ ส่วนแบ่งรายได้ของ 1,530 ชิ้นนี่แหละ ที่คุยกันไม่ลง
แต่จริงๆ อย่างหนึ่งที่เห็นในข่าว แล้วก็เป็นเท็จมากๆ ก็คือบอกว่าหายไปเลย พอหายไปเลยมันดูเหมือนจะตั้งใจ ซึ่งจริงๆ ไม่หายนะคะ มีหลักฐานการติดต่อมาตลอดเวลา และในวันที่ออกข่าวไป แนทงงมาก เพราะว่าก่อนหน้านั้นมีการคอนเฟิร์มยอดมาแล้วด้วยซ้ำโดยวาจา พอเห็นข่าวก็งงเลย ว่าเกิดเหตุเหล่านี้ได้อย่างไร
ซึ่ง ณ วันนี้ หลังจากที่ออกข่าวไปแล้ว เกิดการพูดถึงพาดพิงในสื่อต่างๆ ไปเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทอาร์ตทอยเองได้ขอติดต่อเข้ามาเพื่อที่จะพูดคุยกับเรื่องนี้ แล้วก็ล่าสุดก็ตกลงในตัวเลขนี้แล้วเรียบร้อย ทางบริษัทเองเขาก็ไม่ได้มีความอยากจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไร
แต่สิ่งที่อยากจะพูดวันนี้อีกหนึ่งเรื่อง ก็คือทางบริษัทได้มาชี้แจงว่าเขาไม่ได้มีส่วนในการปล่อยข่าวทั้งหมดนี้เลย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทและเจ้าหน้าที่ภายในเอง อันนี้คือสิ่งที่แนทค่อนข้างงงว่าแล้วใคร”
เขตต์ : “มันเป็นสองประเด็นครับ เรื่องของบริษัทมันเคลียร์จบแล้ว ปัญหามันคือมันมีกลุ่มบุคคลที่เป็นนายหน้า ที่นำเราไปเจอกับคู่สัญญา เสร็จปุ๊บก็มีการติดต่อกัน โดยที่เราคิดมาตลอดว่าเขาเป็นตัวแทนบริษัท”
แนท : “แนทเพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาว่าไม่ใช่”

เขตต์ : “เป็นกลุ่มบุคคลเรียกว่าอาชีพนายหน้า ซึ่งมีการขู่ตลอดเวลา เรามองว่าทุกอย่างมันเป็นข้อเท็จจริงหมด มันเป็นความจริงหมด เราไม่เห็นต้องกลัวอะไร มันคือสิ่งที่ถูกต้องทั้งหมด แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาขู่เรา เขาดันไปทำจริงๆ เอาชื่อผมไปแขวน ถึงแม้จะเป็นตัวย่ออะไรก็แล้วแต่ ในเพจต่างๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาการทำงาน 30 ปีของผม ไม่เคยถูกแขวนแบบนี้มาก่อน ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมตรงนี้
ก็เลยอยากจะชี้แจงกับสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ อ้างว่าผมติดต่อไม่ได้ ผมไม่เคยติดต่อไม่ได้ ใครที่รู้จักผมจะรู้ว่าติดต่อผมได้หมดทุกคน แล้วผมก็ไม่เคยหนีปัญหา แต่ว่าครั้งนี้เสียความรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
…
แล้วก็อยากจะพูดถึงคนที่ฝากข่าวไป คนที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทั้งหลาย จริงๆแล้วผมอยู่ในที่ที่ทุกคนรู้จักผม คุณอยู่ในที่มืด คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรกับคนที่อยู่ในที่ที่มีคนรู้จักก็ได้ คุณนึกว่าจะเอาเขาออกมาแขวนเมื่อไหร่ก็ได้ อย่างนี้ทำได้เหรอครับ มันยุติธรรมสำหรับผมแล้วเหรอ”
เขตต์ : “เขาชวนผมไปออกรายการดังครับ เขาถามผมว่าอยากออกรายการดังไหม ผมก็บอกว่าผมก็มีเบอร์พี่เจ้าของรายการนะ ผมก็โทรคุยกันอยู่ ผมว่าเขาต้องการเอาความสะใจมากกว่า เขายังมีคำพูดกับภรรยาผมว่าไปเช็กดูนะ ว่าฉันเป็นใคร เขาใช้คำนี้เลยนะ”
แนท : “คือแรกๆ ต้องบอกว่าเขาเริ่มขู่มาตั้งแต่ ช่วงประมาณต้นพฤษภา”
เขตต์ : “จริงๆ แล้วระหว่างที่ดีลงานกับเขาเนี่ย เขาก็รู้จักพี่ๆ เราบางคน ก็มีพี่ๆ บางคนโทรมา ช่วยดูตรงนี้ให้หน่อยสิ เราก็เข้าใจนะ แต่พอเราอธิบายเหตุผลไป พี่ๆ เหล่านั้นก็จะโอเคตามนี้ก็ถูกแล้ว แต่เขาก็เป็นคนที่สามารถยกหูหาใครต่อใครได้หมด เราก็มองว่านี่มันคือการขู่นะ”
แนท : “ก็จะมีบุคคลท่านอื่นๆ ที่ยกหูมา เป็นพี่ๆ ผู้ใหญ่ที่เรานับถือนั่นแหละ ซึ่งเขาไม่ได้แชตมาหาแนท แต่แชตไปหาบุคคลที่สาม เพื่อให้บุคคลที่สามกลับมาคุยกับเรา ก็มีการข่มขู่กันมาระยะหนึ่งเลย ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่มีอะไร ยังหัวเราะกันอยู่เลยว่าเขาเป็นอะไร”
เขตต์ : “ก็คิดว่าเขาเพี้ยนหรือเปล่า เขาบ้าเหรอ หนึ่งความถูกต้องก็ไม่ชัดเจน พอยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ใช่คนของบริษัทด้วยซ้ำ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับบริษัทเลย เอาง่ายๆ คือเขาจะเอาค่านายหน้าครับ แต่ผมว่าเขาข่มขู่เป็นนิสัยนะ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันก็มีการพูดจา คือใส่เสื้อบางหน่วยงาน เพื่อให้อวดว่าเขารู้จักกับคณะโน้น คนนี้รู้สึกแปลกๆ”
จริงๆ แล้วเขาคือนายหน้า?
แนท : “เพิ่งมารู้ทีหลัง คือที่ทำงานมาตลอดเราเข้าใจว่าเขาเป็นคนของบริษัท ยังหันไปถามลูกน้องเลยว่าคุยกับผีหรือเปล่า ทำไมข้อมูลมันไม่ค่อยตรงกัน แต่มารู้ที่หลังจากทางตัวบริษัทเองซึ่งเขาก็ตกใจมากที่เป็นข่าวนี้ออกมา และเขาก็เสียใจมาก เพราะสำหรับทางบริษัทอาร์ตทอยเอง เขายังมาชวนทำธุรกิจต่อเนื่องอยู่เลย เขาขอบคุณมากที่ให้โอกาสมาทำโปรเจกต์นี้ แล้วเราทำอะไรกันต่อดีเขายังพูดแบบนี้กับเราอยู่เลย
จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของบริษัทคู่สัญญาสองบริษัท ตัวเขตต์ ฐานทัพเองไม่ได้เกี่ยวข้องเลยนะ ในความเป็นจริง มันเป็นเรื่องของบริษัท แต่การที่คุณเห็นเรามีคนรู้จัก ก็เลยเอาเรามาแขวน เหมือนทุกวันนี้ใครอยากจะโพสต์เท็จ ต่อว่าสร้างข่าวเท็จในโซเชียล ในเพจในอินเทอร์เน็ตก็ทำได้”
เขตต์ : “ก็เดี๋ยวข้อเท็จจริงไปเคลียร์กันทีหลัง แต่ว่าเราในฐานะที่เป็นคนที่มีคนรู้จักมันถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่โพสต์แรก”
นายหน้าคนนี้มาได้ยังไง?
แนท : “แนทได้รับการติดต่อมาจากทางสิทธิประโยชน์ คือเขาติดต่อเข้าไปทางนั้นว่าเขาต้องการอยากจะทำสินค้า Merchandise แล้วทางสิทธิประโยชน์ก็เลยให้มาติดต่อเรา เราก็ดูแลต่อ และอีกอย่างที่ไปออกรายการแล้วก็เท็จอีกบอกว่าสินค้าที่เหลือในสต็อก ทางพี่จะเอาไปบริจาค พี่ก็ไม่เอาเคยเอาของใครเลยนะคะ ทุกวันนี้บางเจ้า SOLD OUT สินค้าบางชิ้นในงานนี้หมดแล้ว สินค้าบางชิ้นมีเหลือมากน้อยแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ผลิตแต่ละเจ้า ซึ่งส่งคืนหมด ที่บริษัทไม่มีที่เก็บค่ะ ไม่มีสต็อกไม่มีโกดังทั้งนั้น”
ที่บอกว่าโดนบิด?
แนท : “สำหรับพี่นะเป็นประเด็นที่พี่เถียงกับทนาย เพราะพี่ไม่รู้ข้อกฎหมายหรอก แต่สำหรับพี่คำว่าบิด ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าโกง คำว่าบิดมันแปลว่าอะไร มันคือเบี้ยวถูกไหม มันคือโกงป่ะ ซึ่งสำหรับพี่คือเราไม่บิด เราคุยกันด้วยแฟค และแฟคก็เป็นแฟคที่คุณก็รับทราบ เราไปตรวจสต็อก เจ้าหน้าที่คุณก็อยู่
ถ้าเราทำตามที่คุณต้องการ เท่ากับเราบิด เราบิดสิทธิประโยชน์ ผลประโยชน์ประเทศชาตินะ ซึ่งตัวเลขที่คุณพยายามบีบให้เรา โดยการขู่เราทั้งหมดให้เราจะรับตัวเลขนั้น คือตัวเลขที่มันเป็นตัวเลขที่ผิด ถ้าเราไม่ยืนกราน มันก็คือเรายอมที่จะทำอะไรผิดๆ เพื่อที่จะเซฟตัวเองไม่อยากเป็นข่าวอย่างนี้เหรอ ซึ่งจริงๆ พี่ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นข่าวได้ ในเรื่องนี้”
จะมีการดำเนินคดีกับฝ่ายนั้นอย่างไร?
ทนายความ : “ปัจจุบันนี้ได้มีการแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนไปแล้วนะครับ ซึ่งตรงนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวน ที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่แจ้งความไปในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนพรบ.คอมฯ เดี๋ยวต้องดูอีกนิดนึงก่อนว่ามันเข้าข่ายหรือเปล่า”
เขตต์ : “เอาจริงๆตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยคุยกับเขาเลยนะ ผมไม่รู้จักเขาเป็นการส่วนตัว ไม่เคยคุยกับเขาด้วยซ้ำ”
แนท : “คือพี่เจอตามระยะงานต้องพูดอย่างนี้ พี่เขตต์ไม่ได้คุย ตัวพี่เขตต์เองไม่เคยคุย สมมติเจอหน้ากันสวัสดีครับอย่างนี้ แต่ถามว่า ทางไลน์ไม่เคย ส่วนข้อความแชตนั้นเขาส่งไปหาบุคคลที่สาม และบุคคลที่สามส่งกลับมาหาแนท คือตัวพี่เองไม่เคยคุยเล่นด้วย คุยในเนื้องานที่จำเป็นต้องคุยเท่านั้น”
เขตต์ : “สำหรับพี่ที่ไม่จ่ายเพราะเขาไม่รับยอดที่มันถูกต้อง เขาจะเอายอดที่มันไม่ถูกต้อง ก็จ่ายไม่ได้”
แนท : “เอาอย่างนี้ประเด็นคือไม่ได้ไม่จ่ายนะ เพราะเราส่งหนังสือยืนยันยอดให้ตอบรับและถ้าตอบรับเราก็ทำจ่ายได้”
เขตต์ : “แล้วเรามีหน้าที่ดูแลสิทธิประโยชน์ เรานำส่งหมดนะ มันไม่ใช่เข้ากระเป๋าเรานะ จะไปบิดได้ยังไง”
ไม่ได้อยากแก้ไขตัวเลขที่ผิดจากข้อมูลความเป็นจริง?
แนท : “มันแก้ไม่ได้ ต้องบอกอย่างนี้หนังสือเวลาทุกคนขอผลิตมา เจ้าไหนที่เขาขอผลิตมา พี่ต้องนำส่งเข้าคณะกรรมการ แปลว่ายอด 20,000 ชิ้นมันอยู่ในเรคอร์ด แล้วอยู่ๆ คุณมาผลิต 6,000 แถมหายไป 1,530 คือยอดทั้งหมดที่เขาต้องการให้พี่จ่ายคือ 6 แสน แต่ยอดที่พี่บอกว่าเป็นยอดที่ถูกต้องหลังจากหัก 1,530 ชิ้นแล้ว คือ 200,000 กว่าบาท แกปมันคือ 400,000”
เขตต์ : “ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไม ตอนแรกพี่ถึงขำว่าจะอะไรนักหนา กับมูลค่าเท่านี้ ซึ่งจริงๆ มันมีรายใหญ่กว่านี้เยอะแยะ”
แนท : “เจ้าที่ยอดถูกต้อง นับสต็อกแล้วถูกต้อง ไม่มีปัญหามันเคลียร์กันไปตั้งแต่มีนาคมแล้วค่ะ ซึ่งมันคือทุกคนนะ ยกเว้นเจ้าเดียว”
เขตต์ : “ผมว่าเขาเอาสะใจ ผมว่าตัวบุคคลนะ ต้องแยกระหว่างบริษัทกับตัวบุคคล ผมว่าตัวบุคคลเขาเอาสะใจ ผมคิดว่าทำสำเร็จนะยินดีกับเขาด้วย”
ส่งผลกระทบกับธุรกิจเราอย่างไร?
แนท : “โอ้ย ก็เลยต้องมาคุยวันนี้แหละ ถ้าใครที่รู้จักพี่เขตต์ หรือรู้จักทางแนทเอง สังเกตได้นะน้อยมากเลยในชีวิตนี้ที่จะใช้โซเชียลในการโพสต์ แบบโพสต์ประชดประชัน หรือจะพูดเรื่องอะไรก็ตามน้อยมาก ยิ่งอาการแบบนี้ไม่เคยเลย แต่เรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่เป็นธรรมมากๆ กับพี่เขตต์
เพราะเรารู้สึกว่าทุกวันนี้มันเห็นมาหลายเรื่องแล้ว คือเราใช้สื่อโซเชียลมันไม่ใช่แค่ว่าใครอยากจะเอาใครไปแขวนโดยเป็นเท็จก็ได้ในโซเชียล มันไม่ใช่แล้ว และกับในแง่ธุรกิจก็มีคำถาม เพราะที่ผ่านมาข่าวที่มันออกไปมันออกจากฝั่งเดียว ฝั่งเราไม่เคยพูดเลยก็เลยคุยกันว่า ก็ต้องพูดสักหน่อยก็ดี ให้ทุกท่านเข้าใจ”
เขตต์ : “จริงๆวันนี้เราไม่ได้อยู่ในฐานะแค่นักแสดงในเบื้องหน้าเท่านั้น เราอยู่ในฐานะของผู้บริหาร หลายบริษัท เรามีทีมงานหลายชีวิต มีเด็กในสังกัดหลายๆ คน การที่กล่าวอะไรที่มันไม่จริงและเป็นการให้ร้ายเราผมรู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรมสำหรับเรา ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะพูดข้อเท็จจริงให้ทุกคนได้ฟังว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้ เพื่อความสบายใจของทุกคนด้วย”
คิดว่าเรื่องนี้จะจบไปในทิศทางไหน?
แนท : “คือเรื่องของบริษัทจบแล้ว ในแง่คู่สัญญาจบแล้ว”
ทนายความ : “ในส่วนของคดีเดี๋ยวให้พนักงานสอบสวนเขาทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุดก่อน แล้วผลลัพธ์ออกมายังไงจะแจ้งให้นักข่าวทราบอีกครั้งนึง เจ้าหน้าที่กำลังสืบค้นข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์อยู่”
แนท : “เอาอย่างนี้ได้ไหมผู้ที่กล่าวเท็จ ก็ต้องดำเนินการทั้งหมดแหละ”
แนท : “ฝากพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านนะคะ อยากรู้ว่าข่าวมันออกมาได้ยังไง ใครเป็นคนส่งข่าว ซึ่งข้อมูลพวกนี้ หลายอย่างเป็นข้อมูลเอกสารที่เราก็ส่งภายใน”
เขตต์ : “ช่วยหาหลักฐานการส่งข่าวให้หน่อยได้ไหมครับ คือเรามีชื่อเพจอยู่เรารู้อยู่แล้ว ว่าต้นโพสต์มาจากไหน มันมีเรื่องหนึ่งที่มีบุคคลไปออกรายการแล้วให้สัมภาษณ์เบลอหน้า อันนั้นก็ไม่ใช่คนของบริษัทนะครับ นี่มันคือเรื่องตลกอะไรกันก็ไม่รู้ เล่นอย่างนี้ก็ได้เหรอ ไม่ใช่คนของบริษัทไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในบริษัททั้งนั้น เป็นผู้ชายที่นั่งหันหลังอยู่เบลอหน้าแล้วก็ไปกล่าวโทษผม ไม่พูดชื่อรายการแล้วกันทุกคนรู้หมดไปหาดูอยู่ใน YouTube ก็ได้ว่ารายการไหนเอาคนไปสัมภาษณ์”
เรื่องที่เกิดขึ้นเครียดไหม?
เขตต์ : “เอาจริงๆไม่เครียดเลย โมโห (หัวเราะ) คือพี่เป็นคนไม่ยุ่งกับใครอยู่แล้ว ไม่ค่อยอยากยุ่งแต่พอเป็นเรื่องที่อยู่ดีๆ เหมือนโดนกระทำ เราไม่ชอบ เราไม่ชอบความยุติธรรมไม่ยุติธรรมเท่านั้นเอง ก็เลยจะพูดในแง่ของความยุติธรรม การนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยผู้ถูกกระทำนี่ขนาดเป็นผมนะ ถ้าเป็นคนอื่นล่ะเขาจะเป็นยังไง อันนี้อยากจะฝากทุกๆ คนไว้”
แนท : “ถ้าคนจิตอ่อน พวกเราก็ไม่ได้จิตแข็งหรอกนะ แต่ก็คิดว่ามีภูมิต้านทานไป ถ้าคนจิตอ่อน พวกเราก็ไม่ได้จิตแข็งหรอกนะ แต่ก็คิดว่ามีภูมิต้านทานประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นคนจิตอ่อนมันก็เป็นการทำร้ายเขานะ ถ้ามาโดนทำแบบนี้ แล้วยิ่งมันเป็นเท็จด้วย มันเป็นเท็จไปเลย มันเป็นเท็จไปตั้งแต่หัวยันหาง ที่ยังหาความจริงตรงกลางไม่เจอ ว่ามันมาจากไหน”
เขตต์ : “มีหัวข้อข่าวมาเสร็จมีคอมเมนต์ผีแปะรูปพี่เลยจ้า ทำกันทำไม ดูละครเยอะไปหรือเปล่า ดูซีรีส์เยอะไปนะ ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงกันดีกว่า”
กับบริษัทคู่สัญญาเคลียร์เรียบร้อย?
แนท : “บริษัททั้งสองคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาอะไรกัน ล่าสุดก็เซ็น เอกสารรับทราบกันเรียบร้อย ไม่ได้มีปัญหาเลยค่ะ”
คนที่เป็นนายหน้าได้ติดต่ออะไรมาไหม?
แนท : “ก็ยังมีพิมพ์มาว่า คุณจะเอายอดไหนก็จ่ายมา คือค่านายหน้าเขาคงไม่ได้ได้จากพี่ คือถ้าเขาจะได้เขาต้องไปได้จากทางโน้น คือพี่ไม่รู้ เอาจริงๆ พี่เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันมานี้ว่า เขาไม่ใช่คนของบริษัท ความรู้ใหม่ไฉไลกว่าเดิม”
เขตต์ : “มันมีอาชีพอย่างนี้จริงๆครับ อาชีพนายหน้า”
แนท : “คือเขาจะเอา 600,000 พี่บอกว่ามันไม่ได้ ก็ในเมื่อ 1,530 ชิ้น ที่มันหายไปจากสต็อก มันก็ต้องคิดตัวเลขนั้นด้วย คุณจะบอกว่าอันนั้นไม่นับไม่ได้ ซึ่งมันก็เลยจบที่ประมาณ 200,000”
เขตต์ : “เราต่างคนต่างมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน ผมในแง่การทำธุรกิจ การอยู่เบื้องหน้า การทำงานทุกอย่างผมทำงานอย่างตรงไปตรงมา ส่วนคณะทำงานนั้นจะทำงานยังไง อันนี้ผมไม่รับรู้ ผมไม่อยากรู้ด้วย จริงๆเราไม่อยากข้องเกี่ยวกันด้วย แต่ว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันจะต้องข้องเกี่ยวกัน แล้วก็ครั้งนี้ฝากเป็นบทเรียนสำหรับหลายๆ คนแล้วกัน ว่าการไม่พูดเลย มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีเท่าไหร่นัก ผมว่ามันก็ต้องควรพูดบ้าง ออกมาปกป้องสิทธิตัวเองกันบ้าง”
อยากฝากอะไรถึงเพจที่ออกมาแขวนชักจูงคนให้เข้าใจผิด?
เขตต์ : “พี่ไม่กล้าฝากเขาเลย มันเหมือนสกัดจรรยาบรรณตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ ซึ่งมันแรงเกินไป พี่มองว่าทุกคนมีความรับผิดชอบในเรื่องของงานที่ตัวเองทำอยู่แล้ว การทำ เพจก็คืองานงานนึง ข้อมูลเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เขาเป็นที่รู้จัก มันสามารถเช็กกันได้ นิดหน่อยก็ยังดี คือมูลค่าความเสียหายจำนวนเงินที่มันคุยกันเนี่ย มันจำนวนเงินนิดเดียวมากเลยนะ แต่สิ่งที่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น คือชื่อเสียงที่ผมทำงานมา 30 กว่าปี ทำไมผมต้องไปโดนอะไรแบบนี้ ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม”
แนท : “ฝากดีกว่าค่ะ แค่รู้สึกว่าทุกวันนี้ไม่ว่าเพจ นักข่าวทุกๆท่าน จริงๆ ราเข้าใจในเรื่องของธุรกิจในเรื่องของเอนเกจ เราก็ทำธุรกิจออนไลน์เราก็รู้เอนเกจเราอยากได้ เราก็เข้าใจ เพียงแต่ว่าบางทีการนำเสนอก็อาจจะต้องนำเสนอสองฝั่ง ให้โอกาสเราบ้าง และขอบคุณทุกท่านที่มาวันนี้ที่ให้โอกาสเราได้มาพูดในข้อมูลข้อเท็จจริงของเรา ซึ่งข้อเท็จมันสนุกกว่าข้อจริงเสมอมันมักจะเป็นอย่างนั้น”
เขตต์ : “ขอบคุณโอกาสที่ให้เราได้พูดในวันนี้ แฮปปี้สบายใจขึ้นเยอะมาก หายโกรธแล้ว”
คลิกเพื่ออ่าน ข่าวบันเทิง เพิ่มเติม