หากพระองค์เจ้าทีปังกรขึ้นเป็นรัชกาลที่ 11 ท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์จะมีโอกาสกลับคืนสู่ราชวงศ์หรือไม่ ?

ลายมือศรีรัตน์ถึงนักข่าวขออยู่สงบเงียบ เขียนใส่กระดาษปิดหน้าประตูขอบคุณสื่อที่ ให้ความห่วงใยกำลังปฏิบัติธรรมภายในบ้าน ท่านผู้หญิงศรีรัตน์มีสารเขียนด้วยลายมือ ถึงกองทัพสื่อที่รอทำข่าวหน้าบ้านวัดเพลง ราชบุรีใจความว่าเราขอขอบพระคุณผู้สื่อ ข่าวทุกท่านที่ให้ความเป็นห่วงเป็นใยคอย ติดตามมาเสมอกล่าวขอความกรุณาผู้สื่อข่าว ทุกท่านด้วยช่วงนี้เราขออยู่ปฏิบัติธรรม เงียบๆในบ้านหลังนี้รองครอบครัวด้วยความ สงบค่ะ ภายหลังขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจาก ฐานณดอนสักแห่งพระราชวงศ์ความทราบฝ่า ละอองธุลีพระบาทแล้วพระราชทานพระ บรมราชานุญาตตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับทะเบียนฐานันดรประกาศณวันที่ 11 ธันวาคมพ.ศ 2557 โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระ มหากษัตริย์ได้ดำเนินการที่สมเด็จพระ บรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมารมีพระราชประสงค์ขอรับ เงินพระราชทานจากสำนักงานทรัพย์สินส่วน พระมหากษัตริย์เพื่อพระราชทานใช้ในการ…

กบ สุวนันท์ ใจสลาย โพสต์ข้อความทั้งน้ำตา หลังรู้ข่าว!

คนรักช้างใจสลาย น้องกันยา ลูกช้างสุดน่ารักเจ้าของฉายา ลูกสาวแห่งชาติ เสียชีวิตลงแล้ว ท่ามกลางชาวเน็ตแห่แสดงความอาลัยกับการจากไปครั้งนี้ล่าสุด กบ – สุวนันท์ ปุณณกันต์ อีก 1 คนที่ชื่นชอบและติดตามน้องกันยามานาน โพสต์อินสตราแกรม @kob_nada_nadol เศร้า อาลัยน้องกันยา โดนระบุข้อความบอกว่า “วันนี้มีเรื่องให้ร้องไห้แต่เช้า #กันยาลูกสาวแห่งชาติ #กันยานักสู้แห่งภูวัว กลับไปวิ่งเล่นอยู่ดาวช้างแล้ว..ตามดูมาเป็นปี ได้ยิ้มทุกครั้งที่อึ่งไข่น้อยเติบโตขึ้นทุกวัน เล่นกับเมฆา ทะเลาะกับธาริน…

สุจารินี วิวัชรวงศ์ กลับจีนกะทันหัน เตรียมกลับไทย คงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

รัชกาลที่10ทรงมีความรักอันมั่งคั่งเมื่อยังเยาไวแต่ตอนนี้กลับส่งผลร้ายแรงเด็กส่วนใหญ่นี้พ่อคนเดียวกันและมีความสนใจที่ซับซ้อนอย่างยิ่งซึ่งจะเป็นอันตรายต่ออนาคตของราชวงศ์อย่างแน่นอนราชวงศ์ไทยในปัจจุบันกำลังเดือดร้อนอย่างเห็นได้ชัดเพื่อรวมการปกครองของพระองค์พระรามสิตได้ถวายกิ่งมะกอกแก่พระราชโอรสทั้ง4ของพระองค์ในต่างประเทศชาวเน็ตหลายคนแสดงความเสียใจที่สุกรีหิวิวัชรวงศ์ต้องทนกับความอัปยศอดสูมานานก่อนที่จะหลุดพ้นจากความ มืดสู่แสงสว่างในที่สุดนอกจากนี้ยังสามารถเห็นได้จากภาพถ่ายอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่โดยสื่อไทยว่าพระองค์เจ้าสุริณีวิวัชรวงศ์เสด็จกลับมายังกรุงเทพเพื่อสนับสนุนเจ้าชายองค์ที่2ด้วยหลังจากห่างหายจากบ้านเกิดมาเป็นเวลา20ปีในที่สุดเจ้าหญิงองค์ที่2และลูกชายของเธอก็กลับมาและวางแผนที่จะอยู่ต่อเป็นเวลา15วันเพราะเจ้าหญิงองค์ที่2สามารถกลับกรุงเทพฯได้อย่างปลอดภัยเธอจึงต้องได้รับความยินยอมจากในหลวงรัชกาลที่10อีกด้วยดูเหมือนว่าละครในราชสำนักของ ไทยจะน่าตื่นเต้นมากแต่อัตราการเสียชีวิตก็ไม่สูงนักแต่ในหลวงยังคงมีความรักความซื่อสัตย์และไม่เคยทำร้ายภรรยาเก่าของเขาจุดแรกที่เจ้าชายองค์ที่2เสด็จกลับมากรุงเทพคือการสักการะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและถวายพวงมาลาแดกปู่เป็นการส่วนตัวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตรซึ่งเป็นขุนนางในเชื้อสายของเจ้าหญิงทั้งสทรงแอบสนับสนุนพวกเขาเพื่อให้หลานทั้ง4ของพวกเขาสำเร็จการศึกษาได้สำเร็จวันคล้ายวัน พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตเป็นวันพ่อของประเทศไทยและท่านอ้นถือโอกาสกลับมาแสดงความเคารพถือเป็นเจตนาของคนขี้เมาที่จะไม่ดื่มสุราอย่างแท้จริงิยนี้ค่อนข้างง่ายวางแผนพรประมาณ2อาทิตย์ท่านอ้นจะเดินทางไปหลายจังหวัดเจ้าหญิงสุจารินีอิวิวัชรวงศ์ก็จะไปกับลูกชายด้วยเมื่อท่านอ้นมีความสุขถึงกับซื้อล็อตเตอรรี่โดยหวังว่าจะโชคดีนอกจากนี้ยังสามารถเห็นได้จากวิดีโออย่างเป็นทางการของที่เกิดเหตุว่าองค์ชาย2มีความสุข มากเขามักจะยิ้มนากล่องอยู่เสมอและเดินทางย้อนนึกถึงช่วงเวลาที่ขมขืนและหวานชื่นตามรายงานของสื่อต่างประเทศเจ้าหญิงสุจาริณีวิวัชรวงศ์ถูกใกล้ออกจากบ้านและถูกกล่าวหักว่าไม่ซื่อสัตย์ด้วยบัดนี้เวลาผ่านไปแล้วเจ้าหญิงยุวธิดากลับประเทศไทยและร่วมปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการกับท่านอ้นส่งสัญญาณอันแรงกล้าให้เราทราบประการแรกลูกชายทั้ง4จากต่างแดนล้วนมีสายเลือดบริสุทธิ์เจ้าหญิงไม่ได้รับผู้พันกองทัพอากาศมันเป็นเพียงกับดักของใคร บางคนอย่างที่2ผู้เล่มจากต่างประเทศ4คนกำลังจะกลับมาและจะถูกใช้งานในลักษณะที่ไม่เคยมีมาก่อนตามรายงานของสื่อไทยเจ้าหญิงทั้งสองและมารดาและธิดาเสด็จไปยังพระราชวังในจังหวัดหนองคายเพื่อเป็นประธานในพิธีทำบุญร่วมกันยุวธิดาในสมัยนั้นผอมและสวยใครๆก็บอกไม่ได้ว่าเป็นผู้หญิงรุ่นคุณยายสวยกว่าสุธิดาเสียอีกครึ่งแรกของชีวิตของยุวธิดาเต็มไปด้วยความขึ้นลงขึ้นลงครึ่งหลังของชีวิตเธอยังติดอยู่กับกับการต่อสู้ในวังประสบการณ์ชีวิตของเธอน่าสนใจมาก กว่าในนิยายจริงๆไม่น่าแปลกใจที่ชาวเน็ตหลายคนคร่ำครวญว่าเจ้าหญิงคนที่2เป็นเพียงเจนฮีวาเวอร์ชั่นภาษาไทยแต่ในที่สุดเธอก็มาถึงช่วงเวลาแห่งการกลับมาอย่างรุ่งโรจน์ของเธอแล้วยุวธิดามาจากครอบครัวปัญญาชนพ่อของเขาเป็นนักแต่งเพลงเด็กที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยและเมื่อเขายังเด็กเขาก็เป็นดาราภาพยนตร์ด้วยน่าเสียดายที่เพื่อรักษาบัลลังก์ไว้เป็นมกุฎราชกุมารเขาได้ขับไล่ลูกชายทั้ง4คนอย่างโหดร้ายออกไปดังคำที่ว่าเสือพิษกินเมล็ดพืชไม่ได้เมื่อ ตำแหน่งของกษัตริย์มั่นคงแล้วและไม่มีรัชทายาทพระองค์อาจใช้โอรสจากต่างแดนทั้ง4คนหลายคนเคยคิดว่าสินีคือเจิลฮวนเวอร์ชั่นไทยแต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอคงจะแพ้ยูวาดิดแล้วพูดได้คำเดียวว่าทายาทคือคนที่มีคำพูดสุดท้ายซึ่งลูกสัญญาว่าจะเป็นคนที่หัวเราะเป็นคนสุดท้ายทีปังกรมีความบกพร่องทางการเรียนรู้และไม่สามารถดูแลตัวเองได้ไม่ต้องพูดถึงการปกครองประเทศท้ายที่สุดแล้วเขาไม่เก่งเท่าพี่น้องชั้นยอดทั้ง4ของเขา

ในหลวง ร.10 ทรงศรัทธาเจ้าฟ้าทีปังกร รับเสด็จ ศรีรัศมิ์ สุวะดี กลับตามพระราชประสงค์

อันนี้มาจากจังหวัดพิจิตร แล้วชื่ออะไรครับ ข้าราชการครู ค่ะ ที่กำลังล่มสลายโดยหลวง วิจิตรวาทการ ซึ่งได้เขียนถึงความแตกต่างของชนชาติที่ มีวัฒนธรรมและความเจริญงอกงามและชาติที่ กำลังเสื่อมโทรมดังนี้ เขื่อนนิสัยของชนชาติที่มีวัฒนธรรมมี 4 ประการคือ 1 มีนิสัยก่อสร้าง 2 มีนิสัยรักความปราณี 3 มีนิสัยงอกงามและ 4 มีนิสัยต่อสู้ตรง กันข้ามกับนิสัยของชนชาติที่ไม่มี วัฒนธรรมหรือชาติที่กำลังเสื่อมโทรมและ ชาตินั้นใกล้ถึงความพินาศล่มจมเราจะเห็น ในนิสัยต่อไปนี้ที่ปรากฏชัดคือ 1…

ศรีรัศมิ์ไม่เคยจากไป…มีแค่เราที่ไม่รู้ !

ลองนึกภาพว่าหากโลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงในวันนั้นหากชื่อของเธอศรีรัตน์สุวดียังคงถูกขานรับในพระราชพิธีคงยืนเคียงข้างพระราชโอรสและยังคงมีที่ทางในหัวใจของประชาชนจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอไม่เคยจักไปประวัติศาสตร์บางช่วงเหมือนลมหายใจสั้นแถวและถูกกลมแต่ก็มีบางลมหายใจที่หากมันไม่เคยหยุดทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปณวันนี้เจ้าฟ้าทีรัศมีโชติทรงเติบใหญ่ภายใต้แสงสปอร์ตไลน์แต่ไม่มีเงาของผู้เป็นแม่ไม่มีมือของคนที่เคยกุมพระหัตถ์ในวัยเยาไม่มี เสียงกระซิบของคนที่เคยกล่าวว่าแม่จะอยู่ตรงนี้เสมอเราจะไม่ถามว่าทำไมเธอจักไปแต่เราจะถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอไม่เคยจักไปเลยในโลกแห่งความเป็นจริงมีเพียงความเงียบแต่ในโลกของจินตนาการเราสามารถต่อเติมเรื่องราวตามที่ใจอยากให้มันเป็นนี่ไม่ใช่แค่การตั้งสมมตฐานแต่มันคือการสำรวจจักรวาลคู่ขนานที่ซึ่งท่านผู้หญิงศรีรัตน์ยังคงดำรงอยู่ด้วยศักดิ์ศรีอิทธิพลและความเงียบงั่นอันทรงพลังในวิีโอนี้เราจะพาคุณย้อนเวลากลับไปก่อนปี 2557ติดตามเหตุการณ์สมมุติทิศทางใหม่และถามคำถามที่หลายคนกลัวจะถามเพราะบางครั้งสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นก็ทรงพลังพอๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการเดินทางสู่ประวัติศาสตร์อีกแบบที่ไม่เคยถูกเขียนแต่คุณจะไม่มีวันลืมก่อนปีพุทธศักราช2557ราชสำนักไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเงียบๆสาธารณชนต่างจับตามองไปที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารผู้ทรงเป็นความหวังของแผ่นดินในฐานรัชทายาทและเคียงข้างพระองค์ในทุกพระราชกรณียกิจ คือหญิงสามัญผู้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าพระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารเธอคือท่านผู้หญิงศรีรัตน์สุวดีหญิงสาวผู้ก้าวเข้าสู่ราชสำนักด้วยความเงียบแต่กลับเป็นศูนย์กลางของสายตาทั้งประเทศในช่วงเวลานั้นภาพของท่านผู้หญิงศรีรัตน์มักจะปรากฏอย่างสม่ำเสมอในพระราชราชพิธีไม่ว่าจะในชุดไทยบรมพิมานอย่างสง่างามหรือในวาระที่ทรงตามเสด็จอย่างใกล้ชิดพร้อมด้วยพระโอรสพระองค์น้อยในอ้อมแขนนั่นคือครั้งแรกที่ประชาชนได้เห็นเจ้าฟ้า ทีปังกรรัศมีโชติมหาวชิโรตมางกุระสิริวิญญราชกุมารรัชทายาทผู้เปี่ยมด้วยความหวังในภาพลักษณ์ของครอบครัวที่งดงามและสมบูรณ์แต่ทุกสิ่งกลับหยุดลงในตาข่าวการถอดฐานันดรศักดิ์ของท่านผู้หญิงศรีรัตน์เหมือนสายฟ้าฟาดกลางความเงียบราชกิจจานุเบกษาเพียงไม่กี่บรรทัดได้เปลี่ยนเส้นทางของประวัติศาสตร์ไปตลอดกาลไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมไม่มีการแถลงข่าวมีเพียงความเงียบที่กลายเป็นเสียงที่ดังก้องในหัวใจของคนไทยหลายล้านคนบางคนเชื่อว่านั่นคือเรื่องของพระราชอำนาจบางคน เชื่อว่าเธอจับไปด้วยความสมัครใจแต่ไม่ว่าเหตุผลใดพระนามของท่านผู้หญิงศรีรัตน์ก็ได้หายไปจากสื่อสาธารณะนับแต่นั้นพร้อมกับภาพของครอบครัวที่เคยเห็นไม่มีอีกแล้วภาพของแม่ลูกในวังไม่มีอีกแล้วการร่วมเสด็จไม่มีอีกแล้วความเงียบสงบแต่ทรงพลังของเธอและนั่นเองคือจุดที่เส้นเวลาหนึ่งได้ถูกตัดครึ่งในโลกความเป็นจริงพระองค์จากไปแต่ในจักรวาลสมมติของเราเธอยังคงอยู่ยังคงมีบทบาทยังคงเป็นร่มเงาแห่งความอ่อนโยนให้แก่เจ้าฟ้าองค์น้อยยังคงเป็นพลังเงียบที่ค้ำ จุนภาพลักษณ์ของราชสำนักไทยและหากเราติดตามเส้นทางนั้นต่อไปจะพบว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่เธอยังอยู่ไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวแต่เป็นเรื่องของความมั่นคงในราชบัลลังก์ของภาพลักษณ์ราชวงศ์และแม้กระทั่งอนาคตของประเทศในตอนต่อไปเราจะย้อนมองว่าถ้าท่านผู้หญิงศรีรัตน์ยังคงอยู่เคียงข้างเจ้าฟ้าทีปังกรพระองค์จะทรงเติบโตเป็นรัชทายาทที่แตกต่างออกไปเช่นไรความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นโดยเฉพาะกับพระ เจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าัชรกิตติยาภาและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณวรีอินารีรัตน์ราชกัญยาจะมีรูปแบบเช่นใดในเส้นทางที่ไม่เคยเกิดขึ้นนี้ในทุกสายตาที่จับจ้องพระพักของเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติมหาวชิโรตมางกุระสิริวิบูลยราชกุมารมักเต็มไปด้วยความหวังแห่งอนาคตแต่เบื้องหลังแววพระเนตรนั้นยังมีคำถามที่ไม่มีใครกล้าตอบคำถามที่เรียบง่ายแต่เปลี่ยมด้วยพลังของความรู้สึกหากมีแม่อยู่ตรงนั้นอะไรจะเปลี่ยนไปท่านผู้หญิงศรีรัตน์สุวดีในฐานะผู้ให้กำเนิดเคย เป็นภาพประกอบที่สมบูรณ์ของราชวงศ์ยุคใหม่ผู้คนเคยคาดหวังว่าเธอจะเป็นมารดาแห่งแผ่นดินผู้จะหล่อหลอมทายาทองค์สำคัญให้เติบโตอย่างมั่นคงและเชื่อมโยงกับประชาชนด้วยหัวใจที่อบอุ่นแต่เมื่อเธอหายไปรอยต่อแห่งความสัมพันธ์แม่ลูกก็ถูกตัดขาดอย่างไม่เป็นธรรมชาติแม้เจ้าฟ้าทีปังกรจะทรงได้รับการดูแลอย่างรอบด้านจากสมเด็จพระบรมชนกนาถจากพระบรมวงศานุวงศ์และจากพระราชสำนักแต่ความผูกพันทางใจคือสิ่งที่ไม่มีตำราใดในโลกนี้สอนทดแทนได้ ในเส้นทางสมมติที่เราเดินทางอยู่หากท่านผู้หญิงศรีรัตน์ยังทรงอยู่เคียงข้างพระโอรสพระองค์อาจได้เรียนรู้โลกผ่านสายตาของแม่ผู้รู้จักความเป็นสามัญเรื่องเล่าเรียบง่ายในครัวเรือนผ่านรอยยิ้มที่ไม่มีพิธีรีตรองผ่านน้ำตาที่ไม่ต้องหลบกล้องสื่อมวลชนการเติบโตภายใต้เงาร่มของมารดาอาจทำให้เจ้าฟ้าที่ปังกอทรงกลายเป็นรัชทายาทที่เป็นมนุษย์ก่อนจะเป็นรัชทายาทที่เป็นสถาบันอาจทรงมีความกล้าในการแสดงออกต่อสาธารณะเร็วขึ้นอาจทรงยิ้มบ่อยขึ้น อาจทรงเลือกใช้ถ้อยคำที่สะท้อนความรู้สึกแท้จริงไม่ใช่เพียงราชาศัพท์ที่งดงามแต่ห่างไกลในอีกแง่หนึ่งท่านผู้หญิงศรีรัตน์อาจเป็นบุคคลเชื่อมระหว่างเจ้าฟ้าทีปังกรกับสมาชิกราชวงศ์พระองค์อื่นอย่างแนบเนียนเช่นพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาผู้ทรงมีพระชนม์สูงกว่าและเคยเป็นตัวเลือกสำคัญในสายตาประชาชนหรือสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณวลีนนารีรัตน์ราชกัญยาผู้ทรงเป็นภาพแทนของราชวงศ์ร่วมสมัยในสายตาคนรุ่นใหม่ความสัมพันธ์ ระหว่างเจ้าฟ้าทั้ง3พระองค์ในโลกที่มารดาของรัชทายาทยังอยู่อาจเต็มไปด้วยการประสานมากกว่าการเปรียบเทียบและเหนือสิ่งอื่นใดการมีมารดาอยู่เคียงข้างในวัยเยาคือรากฐานที่สำคัญยิ่งของความมั่นใจความกล้าเผชิญโลกและศักยภาพในการเป็นผู้นำบางทีหากวันนี้ท่านผู้หญิงศรีรัตน์ยังอยู่พระราชโอรสองค์นี้อาจทรงเป็นเจ้าชายที่เปิดใจให้คนไทยได้รู้จักมากกว่าที่เคยเป็นในตอนต่อไปเราจะพาคุณสำรวจเส้นทางของราชบัลลังก์และตั้งคำถามว่าถ้าศรีรรัฐยังอยู่ในตำแหน่งพระวรชายา โครงสร้างการสืบราชสมบัติจะเปลี่ยนไปเพียงใดและการเปลี่ยนผ่านที่เคยเกิดขึ้นจะยังจำเป็นอยู่หรือไม่ราชสำนักไทยดำรงอยู่ภายใต้หลักการสืบราชสมบัติที่ถูกออกแบบมาอย่างเข้มงวดพระราชบัญญัติว่าด้วยการสืบราชสันตีวงศ์พุทธศักราช2467คือกรอบแห่งความมั่นคงและความต่อเนื่องของพระราชอำนาจแต่แม้จะมีกฎหมายจิตใจของประชาชนก็ยังมีส่วนร่วมในความยอมรับอย่างเงียบงันก่อนปีพุทธศักราช2557ประชาชนจำนวนมากค่อยๆยอมรับภาพของท่านผู้หญิงศรีรัตน์สุวดีในฐานะพระมารดาของ รัชทายาทแห่งอนาคตแม้จะไม่ได้มีพระราชฐานะเป็นสมเด็จพระราชินีแต่เธอก็ปรากฏในทุกโอกาสสำคัญเคียงข้างสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎราชกุมารและเจ้าฟ้าทีปังกรภาพลักษณ์ของครอบครัว3คนในราชสำนักคือสิ่งที่ผู้คนเริ่มจดจัดและคาดหวังว่าจะดำรงอยู่ยาวนานหากเธอยังอยู่เส้นทางการสืบราดบัลลังก์ของไทยอาจชัดเจนและมั่นคงเร็วกว่าที่เป็นอยู่พระนามของเจ้าฟ้าทีปังกรอาจถูกประกาศเป็นรัชทายาทอย่างเป็นทางการโดยไม่มีคำถามหรือความลังเลใดๆพร้อมทั้ง พระบิดาที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระมารดาผู้เป็นที่รู้จักของประชาชนดำรงอยู่พร้อมกันในสายตาและความทรงจำของแผ่นดินแต่เมื่อท่านผู้หญิงศรีรัตน์พ้นจากสถานะเส้นทางนั้นก็เริ่มมีรอยร้าวข่าวลือเริ่มไหลเวียนบางคนตั้งคำถามถึงความมั่นคงของตำแหน่งรัชทายาทบางคนมองไปที่พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและพระจริวัตงดงามในฐานะอีกหนึ่งความเป็นไปได้ในโลกสมมติที่ศรีรัตยังอยู่เราอาจไม่เคย ได้ยินเสียงกระซิบแห่งความไม่แน่นอนเหล่านั้นเราอาจไม่เคยต้องรอการประกาศใดๆเพื่อยืนยันความชอบธรรมของเจ้าฟ้าองค์น้อยเพราะภาพของแม่ที่ยืนอยู่เคียงข้างเพียงพอแล้วที่จะสื่อสารความมั่นคงให้แก่หัวใจของประชาชนนอกจากนี้การที่ท่านผู้หญิงศรีรัตน์ยังอยู่ในตำแหน่งพระวรชายาอาจส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางชีวิตของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเพราะเมื่อเธออยู่ก็อาจไม่มีพื้นที่ให้กับการแต่งงานใหม่หรือการปรากฏของสตรีอื่นในฐานะพระคู่ มั่นหรือพระชายาและถ้าไม่มีพวกเธอเหล่านั้นประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยข่าวลืออุปาทานและการจับตาอย่างใกล้ชิดของประชาชนก็อาจไม่เคยเกิดขึ้นในอีกด้านหนึ่งการที่ศีรรัฐยังดำรงอยู่ในราชสำนักอาจทำให้พระมหากษัตริย์ทรงสามารถทรงงานได้โดยไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านภาพลักษณ์ที่กลายเป็นภาระทางการเมืองและสื่อมวลชนในช่วงหลังการขึ้นครองราชย์เพราะผู้คนจะจำได้เพียงว่าราชวงศ์ไทยมีครอบครัวที่มั่นคงมีทายาทที่ชัดเจนและมีมารดาผู้เปลี่ยมด้วยความเงียบสงบที่ไม่ เคยเรียกร้องสปอ์ตไลท์ใดๆทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนของคำถามง่ายๆว่าถ้าเธอยังอยู่พรุ่งนี้ของราชวงศ์จะมั่นคงขึ้นไหมในตอนต่อไปเราจะเดินทางไปยังอีกด้านหนึ่งของราชสำนักสำรวจว่าถ้าศรีรัตน์ยังทรงดำรงสถานะอยู่ภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไทยในสายตาประชาชนไทยและนานาชาติจะเปลี่ยนไปเพียงใดภาพลักษณ์ของราชวงศ์ในสมัยใหม่ไม่ใช่เพียงเรื่องของพระราชอำนาจหรือพระเกียรติยศแต่มันคือศิลปะของการรับรู้เป็นการสื่อสารเงียบๆระหว่างราชสำนักกับหัวใจ ของประชาชนและในโลกแห่งการสื่อสารยุคดิจิทอลใครอยู่ตรงนั้นสำคัญพอๆกับใครไม่อยู่หากท่านผู้หญิงศรีรัตน์สุวดียังคงมีบทบาทในราชสำนักราชวงศ์ไทยอาจถูกมองว่าเข้าถึงได้มากขึ้นเธอคือหญิงสามัญชนผู้เดินเข้าสู่ตำหนักด้วยความเรียบง่ายเธอไม่ใช่ลูกหลานเจ้านายฝ่ายไหนไม่ใช่ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจหรือการเมืองแต่กลับได้รับโอกาสจากหัวใจมากกว่าสายเลือดภาพลักษณ์เช่นนี้สร้างความหวังให้แก่ผู้คนว่าแม้แต่หญิงธรรมดาก็สามารถเป็นส่วน 00:12:31หนึ่งของราชสำนักได้มันเป็นความโรแมนติกที่ส่งพลังอย่างเงียบๆไปยังประชาชนและถ้าเธอยังอยู่ราชสำนักไทยในสายตาของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้เป็นเพียงสถาบันสูงสุดที่จับต้องไม่ได้แต่เป็นครอบครัวที่มีเรื่องราวมีความเปราะบางและมีมนุษยธรรม[เพลง]ในด้านการประชาสัมพันธ์ศรีรัตน์อาจเป็นกุญแจสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างราชวงศ์กับผู้หญิงทั่วประเทศเธอเคยแสดงบทบาทของแม่ของภรรยาและของหญิงที่ยืนอยู่ข้างหลังผู้มีอำนาจอย่างสงบและมั่นคงบทบาทเหล่า นี้หากถูกเกล้าอย่างต่อเนื่องจะกลายเป็นกระจกสะท้อนให้ผู้หญิงไทยรู้สึกว่าราชสำนักไม่ได้อยู่ไกลจากชีวิตของตนเลยและในยุคที่สื่อโซเชียลครองพื้นที่ข่าวหากศรีรัตน์ยังอยู่กลยุทธ์การสื่อสารของราชวงศ์อาจสิ้นเชิงไม่ใช่แค่เพียงแถลงการณ์ไม่ใช่แค่ภาพพระราชพิธีแต่เป็นเรื่องเล่าในครัวเรือนภาพแห่งความอบอุ่นบทบาทของแม่และสายตาแห่งความรักที่ไม่ต้องอธิบายเรื่องที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องงบประมาณหรือความห่างเหินอาจถูกลดทอนลงเพราะมีภาพของความเป็น มนุษย์ค้อยประคองบางทีคำว่าราชวงศ์อาจแปลได้อีกแบบว่าครอบครัวของแผ่นดินเมื่อไม่มีเธอภาพลักษณ์เหล่านั้นก็จ้างหายประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่เห็นมากกว่าสิ่งที่เคยเห็นและคำถามเหล่านั้นแม้ไม่ได้มีคำตอบตรงไปตรงมาแต่ก็เปลี่ยนมุมมองต่อราชสำนักท่าในแบบที่อาจไม่มีใครตั้งใจให้เกิดในตอนต่อไปเราจะพาทุกคนไปไกลกว่าภาพลักษณ์เข้าสู่ผลกระทบในระยะยาวหากท่านผู้หญิงศรีรัตน์ไม่เคยจักไปราชวงศ์ไทยในวันนี้จะสงบขึ้นหรือไม่ความเปราะบางในวังจะลดลง หรือเปล่าและชื่อของเธอจะเป็นต้นไม้ใหญ่ให้ลูกชายพิงพักหรือไม่ในทุกสายสัมพันธ์มีจุดสมดุลที่มองไม่เห็นและในทุกสถาบันมีคนบางคนที่แม้ไม่อยู่ในตำแหน่งสูงแต่กลับทำหน้าที่ประคับประคองรากฐานโดยไม่เอ่ยคำใดท่านผู้หญิงศรีรัตน์สูดีคือหนึ่งในบุคคลเช่นนั้นในช่วงเวลาที่เธออยู่ในราชสำนักบรรยากาศในวังดูมั่นคงไม่สั่นคลอนเธอไม่ใช่ผู้ชี้นโยบายไม่ใช่ผู้กำหนดพระราชนาจแต่เธอคือพลังเงียบที่ประคองเสถียรภาพของราชวงศ์ด้วยบทบาทที่เรียบ ง่ายที่สุดภรรยาและแม่ถ้าเธอยังอยู่ราชสำนักไทยอาจไม่ต้องเผชิญกับความเปราะบางจากข่าวลือจากความไม่แน่นอนจากกระแสวิจารณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหญิงที่มั่นคง1คนสามารถเปลี่ยนพลังภายในราชวังจากการแข่งขันเป็นความร่วมมือจากความหวาดระแวงเป็นความไว้วางใจจากการเปรียบเทียบเป็นความสมดุลในโลกแห่งอำนาจภรรยาที่มั่นคงอาจสำคัญกว่าทหารนับพันและมารดาที่ไม่พูดอาจปลูกฝังศีลธรรมได้ลึกกว่าพระบรมราโชวาท ถ้าเธอไม่เคยจักไปเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติอาจไม่เพียงเป็นรัชทายาทที่ถูกแต่งตั้งแต่เป็นรัชทายาทที่เติบโตมาอย่างมีรากมีแม่ให้กลับไปหามีครอบครัวเป็นที่พึ่งมีสายใยแท้จริงไม่ใช่แค่สายเลือดความมั่นคงระยะยาวของราชราชวงศ์ไม่ได้สร้างด้วยกำแพงสูงแต่สร้างจากสายสัมพันธ์ในบ้านในยุคที่ราชสำนักทั่วโลกเผชิญกับคำถามเรื่องความโปร่งใสความร่วมสมัยและความผูกพันกับประชาชนศรีรัฐอาจเป็นคำตอบในแบบไทยๆที่ไม่ต้องใช้แถลงการณ์แต่ใช้เพียง…

เปิดชีวิต‘แหม่ม จินตหรา’ทั้งวง การพึ่งรู้ มีลูก1คน

อยู่ในวงการบันเทิงมานานถึง 33 ปี สำหรับอดีตนางเอกหน้ๅหวาน แหม่ม-จินตหรา สุขพัฒน์ ที่ฝากฝีไม้ลายมือ ผลงานการแสดงเกือบ 200 เรื่อง เล่าเรื่องราวการทำงานในวงการ ไปจนถึงข่าวเม้าธ์ที่ว่าตอนนี้ตกอัUถึงขั้นต้องวิ่งยืมเงิuเพื่อนในวงการ พร้อมนับถอยหลังลาออกจากวงการ งานนี้ แหม่ม-จินตหรา เคลียร์ประเด็นต่างๆ ครบถ้วน อีกทั้งน้อยคนจะรู้ว่าคุณแหม่ม จินตหรา นั้นมีบุตรแล้ว โดยจากกระทู้หนึ่งเผยว่า มีบุตรบุญธรรมที่ดูแลอยู่ โดยพี่สาวพี่แหม่มได้จากไปไปเมื่อหลายปีก่อน บุตรยังเล็กอยู่เลย พี่แหม่มเลยรับมาเลี้ยงแทน…

โอบามา-ยิ่งลักษณ์ หารือ

การแวะพักสั้นๆ ของประธานาธิบดีบารัค โอบามาที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ทางการเมือง การเยือนของประธานาธิบดีโอบามาซึ่งเกิดขึ้นสองปีครึ่งหลังจากกรุงเทพฯ ถูกทำลายด้วยสงครามกลางเมือง ถือเป็นสัญญาณว่าเสถียรภาพทางการเมืองได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วเพียงใด นับตั้งแต่การเลือกตั้งของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในเดือนกรกฎาคม 2554 ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการรัฐประหารต่อยิ่งลักษณ์มากกว่าปกติ แต่หากจะท้าทายความชอบธรรมของยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีผู้กล้าหาญ หรืออาจจะพูดได้ว่าโง่เขลา ก็คงเป็นนายพลที่กล้าท้าทายความชอบธรรมของยิ่งลักษณ์ ภายในประเทศ การที่เธอยักยอกเงินภาษีของประชาชนไปให้ชาวนายังคงสร้างความไม่พอใจให้กับนักวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง แต่การยึดมั่นในมรดกประชานิยมของทักษิณ ชินวัตร จะไม่ส่งผลเสียหายทางการเมืองใดๆ ต่อเธอ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วกว่าที่คาดไว้ยังช่วยรักษาอำนาจในประเทศของเธอไว้ได้ บนเวทีที่กว้างขึ้น การเยือนของโอบามาถือเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ายิ่งลักษณ์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในฐานะผู้นำโดยชอบธรรมของเธอเอง…

เสน่ห์เงียบงามของท่านผู้หญิงศรีรัศมิ์ สุวะดี: ทำไมรัชกาลที่ 10 ถึงเลือกเธอ

กลางลานกว้างของพระราชพิธีท่ามกลางเครื่องแต่งกายที่ประดับเพชรพลอยวาวับและสีสันตระการตาศรีรัตปรากฏตัวด้วยชุดไหมสีอ่อนเรียบง่ายแต่กลับสะกดสายตาทุกคู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ความเงียบงามนี้ไม่ได้เกิดจากการปิดบังหากแต่เกิดจากการรู้จักพลังของความพอดีรู้ว่าชุดที่สวมไม่จำเป็นต้องประกาศตนแต่ให้มันเป็นเพียงฉากหลังที่ขับเน้นจิตใจและบุคลิกภาพให้เด่นชัดว่ากันว่าช่วงแรกที่พระมหาวชิราลงกรณ์นได้พบเธอสิ่งที่ทำให้พระองค์สนใจไม่ใช่ เพียงความงามของใบนาคแต่คือพลังบางอย่างที่อยู่ในวิธีที่เธอสวมชุดเรียบง่ายแล้วกลับทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกอบอุ่นและสบายใจในโลกของราชสำนักที่มักมีระยะห่างเธอกลับนำความใกล้ชิดอย่างเป็นธรรมชาติเข้ามาและนี่อาจเป็นเหตุผลลึกๆว่าทำไมพระองค์จึงรู้สึกต่างเมื่ออยู่ใกล้ให้เธอเพราะเธอไม่เพียงสวมชุดสวยแต่ยังสวมความจริงใจไว้ในทุกการเคลื่อนไหวในทุกก้าวเดินของเธอมีจังหวะที่สอดคล้องกับผืนผ้าและลมหายใจกระโปรงไหมพริ้วเบาเหมือนสาย น้ำที่ไหลอย่างมั่นคงแต่ไม่เร่งรีดดังบทกวีที่อ่านช้าๆแต่ทุกถ้อยคำกลับมีน้ำหนักนี่คือเสน่ห์ของสไตล์ที่ไม่ต้องแข่งขันกับใครแต่กลับอยู่เหนือกาลเวลาทาแฟชั่นของราชสำนักทั่วไปคือแสงแสงไฟที่เจิดจ้าสไตล์ของศรีรัตน์ก็เหมือนแสงเทียนที่อบอุ่นไม่แย่งพื้นที่แต่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายตาและอบอุ่นใจและอาจเป็นเพราะแสงเทียนนี้เองที่ทำให้หัวใจของพระมหาวชิราลงก่อนหนาในเวลานั้นอบอุ่นขึ้นอย่างไม่คาดคิดความสุภาพคือเครื่องประดับที่ไม่มี วันล้าสมัยและทุกครั้งที่เธอปรากฏตัวศีรัตน์ก็ได้สวมเครื่องประดับชิ้นนั้นไม่ใช่บนลำคอหรือข้อมือแต่ในทุกการเคลื่อนไหวและรอยยิ้มผ้าไหมไทยในมือช่างทอไม่ได้เป็นเพียงผืนผ้าแต่เป็นบันทึกของภูมิปัญญาและหัวใจศรีรัตน์เลือกสวนใส่มันอย่างรู้คุณค่าไม่ว่าบนเวทีราชพิธีหรือในงานสาธารณะเธอมักให้พื้นที่แก่เนื้อผ้าและลวดลายที่บรรพชนได้ถ่ายทอดต่อกันมาสีทองอุ่นของไหมลายดอกพิกุลลายริ้วอ่อนที่สื่อถึงสายน้ำหรือแม้แต่สีครามเข้มของผ้า ย้อมครามทุกเฉษสีและลวดลายล้วนมีความหมายเธอไม่ได้เพียงใส่ชุดไทยแต่ทำให้ชุดนั้นมีชีวิตผ่านการจับคู่กับทรงผมและเครื่องประดับที่กลมกลืนราวกับทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้บรรเลงเพลงเดียวกันและนี่เองคืออีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พระมหาวชิราลงกอนหนาในเวลานั้นรู้สึกประทับใจเพราะศรีรัตน์ไม่ได้เพียงปฏิบัติตามขนบของราชสำนักเท่านั้นแต่เธอยังตีความประเพณีให้มีชีวิตร่วมกับยุคสมัยพระองค์เห็นในตัวเธอความสามารถที่จะทำให้สิ่งเก่าและ สิ่งใหม่อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนเหมือนเธอเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างความศักดิ์สิทธิ์ของราชประเพณีกับความทันสมัยที่เข้าถึงได้ในสายตาผู้คนชุดที่เธอสวมจึงไม่ใช่ของเก่าหากเป็นของมีชีวิตที่เดินเคียงข้างยุคสมัยมันทำให้คนรุ่นใหม่มองว่าการใส่ผ้าไทยไม่ใช่เรื่องทางการหรือโบราณเกินไปและสำหรับพระมหาวชชิราลงกรณ์นแล้วอาจเป็นเสน่ห์ลึกๆที่ยืนยันว่าเธอไม่เพียงเหมาะสมกับบทบาทในราชสำนักแต่ยังมีหัวใจที่เต้นไปพร้อมกับประชาชนของพระองค์ประเพณีไม่ใช่โซ่ตรวน แต่คือรากที่ทำให้เรายืนหยัดได้ประโยคนี้เหมือนถูกถักทออยู่ในทุกชุดของศรีรัตน์และอาจเป็นอีกหนึ่งเส้นได้ที่ถักใจของพระมหาวชิราลงกรณ์นักเข้ากับเธออย่างแน่นแฟ้นท่ามกลางความเชื่อว่าราชสำนักต้องคู่กับความรู้ราวิจิตรศรีรัตน์กลับเลือกเส้นทางที่ต่างออกไปเธอแสดงให้เห็นว่าความงามที่แท้อาจอยู่ในความพอดีไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไปเครื่องประดับของเธอมักเป็นเพียงต่างหูมุกเรียบหรือเข็มเล็กๆที่แฝงความหมายไม่มีเพชรพลอยระยับเต็มตัวแต่กลับดึงดูดสาย ตาด้วยความสะอาดตาและสมดุลการเลือกเครื่องประดับน้อยชิ้นไม่ใช่เพราะขาดโอกาสแต่เป็นเพราะเธอเข้าใจดีว่าแสงที่แท้จริงควรมาจากบุคลิกและแววตาไม่ใช่จากประกายของอัญญมณีสีที่เธอเลือกก็พูดได้เองขาวนวลครีมอบอุ่นเบ็ดอ่อนหรือพระเทวลมุนทุกโทนสีมีพลังสงบทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกผ่อนคลายและไว้ใจและเมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชนสีเหล่านี้ก็ทำให้เธอโดดเด่นอย่างเงียบๆเหมือนดอกไม้ที่บานกลางสวนโดยไม่ต้องแย่งแสงใครในงานที่ต้องพบพประชาชน เธอมักเลือกผ้าที่นุ่มเบาและสวมใส่สบายนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องรสนิยมแต่เป็นความใส่ใจเพื่อให้ตัวเองเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่และเพื่อให้คนรอบข้างรู้สึกว่าเธอเข้าถึงได้พอดีคือความหรูหรารูปแบบหนึ่งประโยคนี้สะท้อนผ่านทุกชุดที่ศรีรัตสวมและในโลกแฟชั่นที่มักแข่งขันกันสร้างความโดดเด่นเธอเลือกที่จะโดดเด่นด้วยความละมุนซึ่งยากกว่าและย่ายืนกวาดเสมอเมื่อชีวิตเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเสื้อผ้าของศรีรัตน์ก็เริ่มบอกเล่าเรื่อง ราวใหม่จากชุดที่เคยมีลวดลายอ่อนหวานกลายเป็นโทนสีสุภาพเรียบและหนักแน่นขึ้นไม่ใช่เพราะเธอสูญเสียรสนิยมหากเพราะเธอเลือกใช้สีและรูปทรงเป็นภาษาของความเงียบเพื่อบอกเล่าความมั่นคงภายในใจในช่วงเวลาที่สังคมเฝ้ามองด้วยความสงสัยเธอสวมชุดที่ให้ความรู้สึกมั่นมั่นคงเหมือนกรอบป้องกันตัวเองจากกระแสภายนอกแต่ในขณะเดียวกันผืนผ้าเหล่านั้นก็เป็นเหมือนกระจกสะท้อนถึงความอ่อนโยนและความเป็นตัวตนที่แท้จริง4เท่าอบอุ่นน้ำตาลเข้มหรือ ฟ้าอ่อนมนกลายเป็นโทนหลักที่เธอใช้เพื่อสื่อถึงทั้งความสงบและความแข็งแกร่งภาพของเธอในชุดผ้าใหม่สีหม่นกลางงานเล็กๆณชุมชนชนบทเป็นภาพที่หลายคนจดจำเพราะแม้ไม่สวมเครื่องประดับดับใดความงามของเธอก็ยังเปล่งประกายผ่านรอยยิ้มและแววตาที่มองตรงมาด้วยความเมตตาฤดูการที่เปลี่ยนทำให้ความหมายของสีเปลี่ยนเธอพิสูจน์ให้เห็นว่าความงามไม่ได้อยู่เพียงในช่วงรุ่งเรืองแม้ในยามเงียบงันอาภรก็ยังเป็นเพื่อนคู่ใจคอยโอบอุ้มทั้งหัวใจและศักดิ์ ศรีทุกครั้งที่ศรีรัตน์ลงพื้นที่เพื่อทำงานการกุศลหรือเยี่ยมเยียนชุมชนเธอมักปรากฏตัวในชุดที่เรียบง่ายและเข้าถึงได้ผ้าฝ้ายพื้นเมืองผ้าไหมทอมือจากท้องถิ่นหรือเสื้อผ้าสีโทนอุ่นที่กลมกลืนกับบรรยากาศรอบตัวมันไม่ใช่เพียงเรื่องของความสบายในการสวมใส่แต่เป็นการส่งสัญญาณทางใจว่าเธอไม่วางตัวสูงส่งเกินเอื้อมในสายตาของชาวบ้านการที่สตรีจากราชสำนักเลือกนั่งบนเสื่อพื้นบ้านคุยกับพวกเขาในชุดเดียวกับที่คนในชุมชนสวมใส่คือการ สร้างสะพานใจเธอใช้เสื้อผ้าเป็นภาษาที่ไร้คำพูดภาษาของความเท่าเทียมและการยอมรับและนี่คือสิ่งที่พระมหาวชิราลงกรณ์นเคยสังเกตเห็นตั้งแต่ครั้งแรกครั้งแรกที่ร่วมเสด็จพระองค์พบว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เพียงเข้าใจพิธีการแต่ยังเข้าใจหัวใจของประชาชนเธอสามารถทำให้ชาวบ้านหัวเราะได้อย่างจริงใจและทำให้พวกเขารู้สึกว่ากำลังคุยกับเพื่อนมากกว่าเจ้านายสำหรับพระองค์ความสามารถเช่นนี้คือคุณสมบัติอันล้ำค่าของผู้ที่จะยืนเคียงข้างกษัตริย์ไม่ใช่ เพียงคู่ครองแต่เป็นผู้ร่วมแบกรับหัวใจของแผ่นดินสิ่งที่เธอเลือกในโอกาสเหล่านี้ก็มักอ่อนโยนฟ้าครามของผ้าทอย้อมครามเขียวมนต์ของผ้าฝ้ายย้อมใบไม้หรือขาวนวลของผ้าฝ้ายดิบทุกเฉดสีสื่อถึงความสงบความอบอุ่นและความเป็นมิตรมันทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขากำลังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและในใจของพระมหาวชิราลงปอนนะนั่นคือภาพของราชินีในหัวใจมีครั้งหนึ่งที่เธอสวมเสื้อผ้าพื้นเมืองสีอิฐร่วมลงมือปลูกต้นไม้กับเด็กๆในโรงเรียนภาพนั้นกลายเป็น สัญลักษณ์ไม่ใช่เพราะความงามของเสื้อผ้าแต่เพราะความงามของการกระทำที่อยู่ข้างในความงามที่ทำให้ผู้อื่นสบายใจคือความงามที่แท้จริงและนั่นคือเหตุผลที่เสื้อผ้าของศรีรัตน์ไม่เคยเป็นเพียงเครื่องแต่งกายมันคือสายใยแห่งเมตตาที่ถักทรระหว่างหัวใจของเธอกับหัวใจของผู้คนรวมถึงหัวใจของกษัตริย์ที่ครั้งหนึ่งเคยหลงรักเธออย่างสุดหัวใจหากมองแฟชั่นของศรีรัตน์ผ่านสายตาของนักโหราศาสตร์เราจะเห็นว่ามันไม่ใช่แค่การเลือกสีหรือเนื้อผ้าแต่ เป็นการอ่านพลังในแต่ละช่วงชีวิตสีและเนื้อผ้ากลายเป็นเหมือนธาตุทั้ง4ดินน้ำลมไฟที่สะท้อนทั้งภาวะจิตใจและจังหวะชะตาในวันที่เธอสวมผ้าใหม่สีเขียวมรปรากฏอาจเป็นวันที่พลังแห่งดินครอบงำมั่นคงหนักแน่นพร้อมรับฟังในวันที่เธอสวมผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนอาจเป็นวันที่พลังแห่งน้ำพาให้หัวใจเปิดกว้างอ่อนโยนและเมื่อเธอเลือกสีแดงอมส้มคือวันที่พลังแห่งฟ้าปลูกความมั่นใจและความกล้าส่วนชุดสีขาวนวลคือการหันกลับไปหาพลังแห่งลมเบาสบายโปร่งใสพร้อม เคลื่อนไหวอย่างอิสระว่ากันว่าช่วงที่พระมหาวชิราลงกรณ์และศรีรัตน์ใกล้ชิดกันมากที่สุดคือช่วงที่ทาสของทั้งสองคนเข้ากันอย่างประหลาดพระองค์มีพลังแห่งไฟและลมที่เด่นความกระตือรือร้นกล้าแสดงออกแต่ก็โหยหาความอิสระในขณะที่ศรีรัตน์นำพลังแห่งน้ำและดินเข้ามาสมดุลความอ่อนโยนความมั่นคงและความเข้าใจที่ลึกซึ้งเมื่อพลังเหล่านี้มาบรรจบกันมันเหมือนการพบจังหวะดนตรีที่ลงตัวและแฟชั่นของเธอก็เป็นเสมือนภาษาลับที่ถ่ายทอดความสมดุลนั้นให้คนรอบข้างได้ สัมผัสไม่ใช่แค่สวยแต่ยังสอดคล้องกับหัวใจของผู้ที่อยู่เคียงข้างดาวฤกษ์ไม่ได้บังคับเรามันเพียงส่องให้เราเห็นทางและในวันนั้นแสงดาวอาจไม่ได้เพียงส่องทางให้เธอกับพระองค์เดินมาด้วยกันแต่ยังทำให้ทั้งสองได้เห็นในกันและกันสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นและนั่นคือจุดเริ่มต้นของความผูกพันที่ลึกซึ้งแม้เวลาจะผ่านไปแต่เงาของสไตล์ศรีรัตน์ยังคงทอดยาวในความทรงจำของผู้คนภาพเธอในชุดใหม่สีอ่อนหรือผ้าทอมือพื้นบ้านไม่เพียงติดอยู่ในสายตาแต่ยัง ซึมลึกในหัวใจของผู้ที่เคยได้เห็นดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยได้รับแรงบันดาลใจจากความเรียบงามและพอดีของเธอพวกเขานำผ้าไทยกลับมาสร้างสรรค์ในแบบร่วมสมัยเดรสยาวผ้าไหมที่ตัดเย็บด้วยเส้นเส้นสายโมเดิร์นเสื้อคลุมผ้าฝ้ายย้อมครามที่แมกกับรองเท้าสนีกเกอร์และทุกครั้งที่เทรนเหล่านี้เกิดขึ้นก็เหมือนเสียงกระซิบที่ย้ำว่าเธอเคยธรรมะก่อนแต่สำหรับพระมหาวชิราลงกรณ์หนในวันๆมรดกของเธอไม่ได้มีเพียงในโลกแฟชั่นมันคือแรงบันดาลใจที่พระองค์เคย เก็บไว้ใกล้หัวใจแรงบันดาลใจจากผู้หญิงที่รู้จักสมดุลระหว่างความงามและความจริงใจผู้หญิงที่สามารถทำให้เครื่องแต่งกายกลายเป็นภาษาของความรักความเมตตาและการเคารพในรากเหง้าในสังคมไทยปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงรุ่นใหม่เริ่มหันกลับมาสวมผ้าไทยไม่ใช่เพียงเพราะความงามของเนื้อผ้าแต่เพราะพวกเธอเห็นแบบอย่างว่าการใส่ผ้าไทยสามารถเป็นทั้งแฟชั่นและการแสดงความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมและในความทรงจำของพระมหาวชิราลงกรณ์นะนี่คือภาพของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยครอง หัวใจของพระองค์อย่างสง่างามสิ่งงามที่แท้ยิ่งนานยิ่งใสและนี่คือมรดกที่เธอทิ้งไว้ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าหรือภาพถ่ายแต่คือเรื่องราวของความผูกพันที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้หัวใจของกษัตริย์เต้นแรงแม้กาลเวลาจะพัดผ่านเมื่อเราย้อนมองเส้นทางแฟชั่นของศรีรัตน์ภาพที่ปรากฏไม่ใช่เพียงการเลือกผืนผ้าหรือเครื่องประดับแต่เป็นการเดินทางที่เชื่อมความงามภายนอกกับความลึกซึ้งของจิตวิญญาณเธอสวมใส่เสื้อผ้าไม่ใช่เพื่อให้โลกจดจำรูปลักษณ์แต่เพื่อให้โลกจดจำความ รู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อได้พบเจอทุกสิ่งที่เธอเลือกทุกรายที่เธอสวมคือถ้อยคำที่บรรจงร้อยเรียงโดยไม่ต้องออกเสียงเป็นถ้อยคำที่พูดถึงความเมตตาความพอดีและความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเองและในความทรงจำส่วนตัวของพระมหาวชิราลงกณอาภรเหล่านี้คือภาพแทนของช่วงเวลาที่พระองค์ได้รู้จักความรักในรูปแบบที่อบอุ่นและจริงใจที่สุดเธอสอนเราว่าแฟชั่นไม่จำเป็นต้องเป็นการวิ่งตามฤดูกาลแต่สามารถเป็นการหยุดนิ่งเพื่อฟังหัวใจตนเองและเพื่อเคารพสิ่งที่ เรามีอยู่แล้วเพราะสุดท้ายความสง่างามที่แท้ไม่ได้วัดจากราคาเสื้อผ้าอากแต่วัดจากวิธีที่เราสวมมันด้วยหัวใจแบบไหนความงามจะคงอยู่ตราบใดที่หัวใจยังจำได้ว่าตนคือใครนี่คือถ้อยคำสุดท้ายที่เรื่องราวของศรีรัตน์ได้ฝากไว้ไม่ใช่เพียงในตู้เสื้อผ้าแต่ในใจของผู้ที่เคยชื่นชมเธอรวมถึงหัวใจของกษัตริย์ที่ครั้งหนึ่งเคยรักเธออย่างหมดหัวใจและแม้บทบาทของเธอในราชสำนักจะสิ้นสุดลงแต่บทบาทของเธอในความทรงจำไม่มีวันเลือนหายไ

ไว้ผมยาวแบบสาวแล้วจูงหมาขึ้นคอนเสิร์ต ราชินีสุทิดา พยายามจะโชว์อะไร

วัน ที่ ไป ดู คอนเสิร์ต ที่ เบิร์น แล้ว ล่ะ แต่ ไม่ ติด ใจ อะไร จน เมื่อ กี้ เพื่อน คน นึง เอา ภาพ ที่ ตัด มา…

ศรีรัศมิ์ สุวดี พร้อมกลับคืนสู่ราชวงศ์ในรัชสมัยเจ้าฟ้าทีปังกร

ฮาเรมไทยกเป็นตำนานไปแล้วจริงๆยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าใครจะหัวเราะเป็นครั้งสุดท้ายถึงแม้ภายนอกสุธิดาจะดูดีมากแต่ถ้าอยากหัวเราะเป็นครั้งสุดท้ายเธอยังต้องดูผลการต่อสู้แย่งชิงมนดกยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลตอนนี้ในช่วงเวลานี้สุธิดาครองการแสดงและแสดงความรักต่อพระมหากรุณาธิคุณในโอกาสทางการหลายครั้งทำให้เกิดคววามปั่นป่วนในความคิดเห็นของประชาชนท้ายที่สุดเธอคือราชินีองค์ที่10ดังนั้นเธอควรมีศักดิ์ศรีที่เธอสมควรได้ รับแต่โลกภายในของกษัตริย์แห่งประเทศไทยนั้นซับซ้อนมากสาเหตุพื้นฐานยังคงเป็นปัญหาในการสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชมีกองกำลังมาขวางกั้นมากเกินไปทำให้มหาเกิดความกลัวต่อหมาป่าและเสือกองทัพที่อยู่เบื้องหลังสุธิดาจกดูเขาอยู่ต้องการสนับสนุนลูกชายชาวสวิสให้ขึ้นครองอำนาจแต่มหัทีังกรมากยิ่งขึ้นเมื่อพระเจ้ามหาราชมีพระชนมายุ53พรรษาทรงมีพระโอรสองค์หนึ่งทรงรักเด็กจนผิดกฎหมายทีังกรมีความสุขมากตั้งแต่ยังเป็นเด็กได้รับการปฏิบัติเหมือนถั่วพิตาชิโอ โดยราชวงศ์มีใบหน้ายิ้มแย้มอยู่เสมอแต่ตั้งแต่ศรีรัศมีออกจากราชวงศ์ทกก็เงียบขึงและถึงขั้นมีอาการปัญญาอ่อนด้วยซ้ำแต่เจ้าชายน้อยเชื่ออย่างแน่วแน่ว่าแม่และนางสนมของเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นจึงจะมีความหวังที่จะกลับมาและสถานการณ์จะปลิกกลับได้อย่างสมบูรณ์ตามรายงานของสื่อไทยการที่กษัตริย์ไทยและพระมเหสีปรากฏตัวในคอนเสิร์ตโดยสวมชุดู่เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์ในทันทีกลายเป็นประเด็นร้อนทั่วโลกขณะที่พระราชินีทรงรู้สึกภาคภูมิใจพรม พยาบังกรก็ลงมือโพสต์ภาพครอบครัวอีกครั้งหนึ่งทำให้สุธิดาไม่ทันตั้งตัวทุกวันนี้ศรัตนิเป็นหญิงชรามากแล้วและแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดด้วยรูปลักษณ์ภายนอกของเธอเพียงลำพังดังนั้นความหวังเดียวก็คือลูกชายของเขาจะช่วยเขาเมื่อเจ้าชายน้อยประสบความสำเร็จในการเป็นมกุฎราชกุมารเท่านั้นที่ชีวิตของสิงมีจะง่ายขึ้นพูดได้คำเดียวว่าเวลาช่างโหดร้ายรัติเคยครองใจคนทั้งเมืองและเมืองแต่ตอนนี้เขาสวยสมบูรณ์แล้วจากภาพถ่ายที่ สืบต่างประเทศเผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้พบว่าิวรอยบนใบหน้าศรีรัตมีเพิ่มขึ้นมากผิวหองคล้ำริ้วรอยที่จมูกและแก้มลึกขึ้นเขาไม่มีเสน่ห์อีกต่อไปเช่นเคยนอกจากไม่ตามการดูแลผิวและความงามซึ่งสัมพันธ์กับอารมณ์ไม่ดีอย่างใกล้ชิดแล้วความงามของสิมีก็หายไปอย่างสิ้นเชิงแม้ว่าศรีรัตน์มีจะอายุมากแล้วแต่เธอก็ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อคนไทยและยังมีอีกหลายคนที่หวังว่าเธอจะได้รับความโปรดปรานกลับคืนมาเจ้าหญิงศรีรัตน์ทรงมีพระเมตตาและ ทรงได้รับการยกย่องอย่างสูงจากประชาชนของพระองค์ซึ่งเป็นราชินีที่ยังไม่ได้สวนมงกุฎของประเทศไทยยตอนนี้ทีังกรกลับถึงเยอรมนีแล้วนอกเหนือจากการเข้าร่วมงานการกุศลแล้วเขายสามารถพกปักกับศรีรัตนไม่เป็นการส่วนตัวและรับคำแนะนำและกำลังใจจากแม่ของเขาด้วยพูดได้คำเดียวว่าถีปังกรมีความกตัญญูมากแม่จะเสี่ยงมากแต่เขาก็ยังโพสต์โปสเตอรพ่อแม่ลูกในด้านหนึ่งสิ่งนี้สามารถช่วยให้สุธิดาแสดงอำนาจของเขาได้ในทางกลับกันยังสามารถขยายอิทธิพลของ เขาและประกาศว่าเขาเป็นราชวงศ์ที่ชอบด้วยกฎหมายกษัตริย์มหาไม่ทรงกระทำการใดๆเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าพระองค์ยังคงสนับสนุนศรีรัตและราชโอรสอยู่ในใจด้วยการสนับสนุนของกองทัพสุธิดาจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระราชินีแม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสั่งห้ามเธอถึง3ครั้งแต่เธอก็สามารถปรับคืนสู่ตำแหน่งสูงได้ทุกครั้งก่อนหน้านี้สมเด็จพระนางเจ้าสุธิดาทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชากอง กำลังปกป้องพระราชวงศ์ในเดือนสิงหาคมพุธศักราช2557หลังจากนั้นพระองค์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังพิเศษในราชองครักษ์ไทยและได้เลื่อนยศเป็นนายพลเมื่อวันที่1ธันวาคมพุธศักราช2559จำนวนงานราชการในช่วงวันหยุดฤดูร้อนลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเชื่อมโยงกับสุธิดาอย่างแยกไม่ออกตอนนี้เจ้าชายน้อยเติบโตเต็มที่แล้วไม่ใช่ลูกพับเนื้อนุ่มที่คนอื่นชักจูงได้ง่ายอีกต่อไปและในขณะเดียวกันเขาก็ยังมีความสามารถในการตัดสินอย่างอิสระอีกด้วยเพื่ออนาคต ที่สดใสของตัวเองและการช่วยเหลือแม่ศรีรัตน์ดีปังกรจึงต้องมีกำลังใจและท้าทายสุธิดาต่อไปโปรดเต้อพระราชกรณียกิจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกดดันสมเด็จพระราชินีสุธิดาอย่างแนบเนียนและเงียบๆการต่อสู้เพื่อสิทธิสืบทอดบัลลังก์ยังคงดำเนินต่อไปไม่เพียงแต่สายเลือดถ้านอนไม่บริสุทธิ์เท่านั้นแต่ยังได้แต่งงานและให้กำเนิดบุตรในอเมริกาด้วยจึงสูญเสียสิทธีในการรับมรดกไปโดยสิ้นเชิงตราบใดที่เจ้าทีังกรยังยืนกรานไม่ช้าก็เร็วก็จะได้นั่งบัลลังมกุฎราชกุมารซึ่ง